อธิบายคร่าวๆก่อนละกันนะ ในแบบฉบับของผมเองว่า ภาษาญี่ปุ่นมีอักษรสองแบบใหญ่ๆ
1. คันจิ คืออักษรแทนความหมาย ยืมตัวอักษรจีนมา(ไม่รู้จะคืนให้เมื่อไหร่) อักษรแบบนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะใช้แทนความหมายเดียวกันทั่วโลก(ถ้าไม่เข้าใจผิดนะ 55) แม้จะออกเสียงต่างกันแต่มันมีความหมายเดียวกัน :-( อักษรแบบนี้มีเยอะเกินไปสำหรับการเรียนรู้ของผม ขอผ่านครับ
2. อักษรคานะ เป็นอักษรเสียงคล้ายกับภาษาไทย ไม่ถึงกับเหมือนซะทีเดียว คือมีตัวอักษร มีสระ มีตัวสะกดอย่าง ん และตัวสะกดในรูปแบบอื่นๆอีก โดยส่วนตัวผม ผมว่าง่ายกว่าภาษาไทยมาก(เฉพาะการสะกดคำนะครับ ส่วนตัวภาษานั่นมึนตึ๊บ) อักษรคานะแยกออกเป็นสองแบบ มีจำนวนเท่ากัน เสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน สองแบบที่ว่านั้นคือ
2.1 ひらかな - Hirakana - ฮิราคานะ คือชุดอักษรที่ใช้เขียนถอดคำอ่านหรือขยายอักษรคันจิ หรือใช้เขียนคำอ่านที่มาจากภาษาญี่ปุ่นเอง
2.2 カタカナ - Katakana - คาตาคานะ มีไว้เขียนคำอ่านที่มาจากภาษาต่างชาติ เช่น หากเราจะเขียนชื่อเรา เราก็ต้องใช้ชุดอักษรนี้เขียน หรือคำว่า McDonald's = マクドナルド อ่านเป็นอักษรไทยได้ประมาณว่า "มะคะโดะนะรึโดะ"
อักษรที่เราจำเป็นต้องจำให้่ได้คือหมวด Monograph ฮิรากานะ 46 ตัว และคาตาคานะ 46 ตัว รวมเป็น 92 ตัวเท่านั้นครับ และไม่จำเป็นต้องจำให้ได้ทีเดียวทั้งสองแบบ ให้เริ่มแบบใดแบบหนึ่งก่อนแค่ 46 ตัว โดยเริ่มจากเขียนและออกเสียงไปด้วยแถวสองแถวไปก่อน เมื่อจำได้แล้วค่อยเพิ่มแถวต่อๆไปเรื่อยๆ จะได้มีกำลังใจครับ
อักษรไทยพื้นสีเขียวที่เติมเข้ามานั้นผมใช้เป็นหลักในการจำว่ามันมีเสียงแถวใหนบ้าง(เทียบเคียงเสียงภาษาอีสานกับตัวละตินหรือตัวโรมันจิ) เพราะช่วงแรกๆยังจำไม่ได้ พอหลายวันก็ไม่ต้องนึกถึงมันแล้วครับ
สระมีอยู่ 5 ตัวคือ
a อะ
i อิ
u อุ หรือ อึ
e เอะ
o โอะ
ตัวอักษรหลักมี 9 ตัว คือเสียง k, s, t, n, h, m, y, r, w
แต่ละตัวผันเสียงสำเร็จรูปตามเสียงของสระมาให้เลยตัวละ 5 เสียง(ตรงนี้ต่างจากภาษาไทยที่มี 44 ตัว แต่ละตัวใส่เสียงสระ ออ มาให้แค่เสียงเดียว นอกนั้นให้ไปผันเอาเองตามสบาย เพราะสระมีให้เยอะแยะ) และการผันไปแต่ละเสียงก็เขียนออกมาไม่เหมือนกัน(ตรงนี้ภาษาไทยใช้วิธีคงตัวอักษรไว้ แล้วเอาสระมาเติมเพิ่มเข้าไป) ยกตัวอย่างเช่น
ภาษาไทย
ค = คอ ให้เสียงสระ ออ มาตัวเดียว เวลาจะผันก็เลือกสระมาเติมเองอย่าง คะ คา คิ คี คึ คือ ฯ
ภาษาญี่ปุ่น
k = ka, ki, ku, ke, ko ผันเสียงสำเร็จรูปให้มาเป็นชุด 5 ตัวตามจำนวนสระเลย แล้วเขียนต่างกันเป็น か き く け こ ผันเสียงเพิ่มอย่างภาษาไทยไม่ได้
ตัวที่ว่างๆในรูปตารางคือ ไม่มีเสียงนั้นอยู่เลย ส่วนตัวที่อักษรเป็นสี ชมพู น้ำเงิน แดง คือตัวแหวกแนวพวกๆ จะออกเสียงเพี้ยนไปจากเพื่อนๆ ซึ่งในภาษาไทยก็มีตัวที่อินดี้แบบนี้ เช่นคำว่า ทรง, บัณฑิต เป็นต้น
สำหรับอักษรแบบ คาตาคานะ ไม่ได้แสดงให้ดู เนื่องจากมันใช้หลักการเดียวกันจึงได้ละไว้เพื่อไม่ให้มีรูปมากเกินไปครับ
จากรูปที่เห็นการแปลงเสียงมาเป็นหมวด Diagraph 33 ตัว ยกตัวอย่างตัวแรกให้ดูหนึ่งตัวคือตัว きゃ
นำหลักสีเหลืองคือตัว "き = ki = คิ" มาแล้วหยิบเอาแถวชมพูที่มีอยู่แค่แถวเดียวมาต่อท้าย(เวลาเขียนด้วยมือให้เขียนเล็กกว่าตัวข้างหน้า) คือแถว y ซึ่งมีแค่ 3 ตัวเท่านั้นคือ
1. や = ya = ยะ
2. ゆ = yu = ยึ
3. よ = yo = โย๊ะ
นำมาต่อท้าย き ทีละตัว รวมกันก็ได้เพิ่มมาอีก 3 คำคือ
1. きゃ = ki + ya = kya = คิ + ยะ (อ่านเร็วๆเป็นใกล้เคียง เคี๊ยะ)
2. きゅ = ki + yu = kyu = คิ + ยึ (อ่านเร็วๆ ไม่รู้จะเขียนเป็นไทยยังไง ถ้าเขียนเป็น คิยึ ภาษาไทยอ่านออกเสียงสองพยางค์ แต่ きゅ มันเป็นเสียงพยางค์เดียว)
3. きょ = ki + yo = kyo = คิ + โย๊ะ (อ่านรวบให้เป็นพยางค์เดียวเช่นกันหมด)
ทำแบบเดียวกันนี้จนครบหลักสีเหลืองทั้ง 11 ตัว ก็จะได้ 11 x 3 = 33 ตัวหรือ 33 เสียง จึงได้มาเป็นตามตาราง Diagraph ทางขวามือ เช่นนี้แลครับพี่น้อง สำหรับหมวดนี้เวลาเราพิมพ์ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เวลาเราเขียนต้องเขียนตัวพื้นชมพูที่มาเติมข้างหลังให้เล็กกว่าตัวพื้นเหลืองข้างหน้านะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นเช่นคำนี้
びよういん = ร้านเสริมสวย
びょういん = โรงพยาบาล
หลังจากสรุปเป็นภาพในสมองไว้ได้แล้วต่อมาอีก 13 วันให้หลัง สมองแก่ๆก็สามารถจำการเขียนและเสียงได้ ถ้าเป็นเด็กๆ น่าจะจำได้เร็วกว่านี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่สนใจเรียนรู้ครับ
2.1 ひらかな - Hirakana - ฮิราคานะ คือชุดอักษรที่ใช้เขียนถอดคำอ่านหรือขยายอักษรคันจิ หรือใช้เขียนคำอ่านที่มาจากภาษาญี่ปุ่นเอง
2.2 カタカナ - Katakana - คาตาคานะ มีไว้เขียนคำอ่านที่มาจากภาษาต่างชาติ เช่น หากเราจะเขียนชื่อเรา เราก็ต้องใช้ชุดอักษรนี้เขียน หรือคำว่า McDonald's = マクドナルド อ่านเป็นอักษรไทยได้ประมาณว่า "มะคะโดะนะรึโดะ"
อักษรที่เราจำเป็นต้องจำให้่ได้คือหมวด Monograph ฮิรากานะ 46 ตัว และคาตาคานะ 46 ตัว รวมเป็น 92 ตัวเท่านั้นครับ และไม่จำเป็นต้องจำให้ได้ทีเดียวทั้งสองแบบ ให้เริ่มแบบใดแบบหนึ่งก่อนแค่ 46 ตัว โดยเริ่มจากเขียนและออกเสียงไปด้วยแถวสองแถวไปก่อน เมื่อจำได้แล้วค่อยเพิ่มแถวต่อๆไปเรื่อยๆ จะได้มีกำลังใจครับ
อักษรไทยพื้นสีเขียวที่เติมเข้ามานั้นผมใช้เป็นหลักในการจำว่ามันมีเสียงแถวใหนบ้าง(เทียบเคียงเสียงภาษาอีสานกับตัวละตินหรือตัวโรมันจิ) เพราะช่วงแรกๆยังจำไม่ได้ พอหลายวันก็ไม่ต้องนึกถึงมันแล้วครับ
a อะ
i อิ
u อุ หรือ อึ
e เอะ
o โอะ
ตัวอักษรหลักมี 9 ตัว คือเสียง k, s, t, n, h, m, y, r, w
แต่ละตัวผันเสียงสำเร็จรูปตามเสียงของสระมาให้เลยตัวละ 5 เสียง(ตรงนี้ต่างจากภาษาไทยที่มี 44 ตัว แต่ละตัวใส่เสียงสระ ออ มาให้แค่เสียงเดียว นอกนั้นให้ไปผันเอาเองตามสบาย เพราะสระมีให้เยอะแยะ) และการผันไปแต่ละเสียงก็เขียนออกมาไม่เหมือนกัน(ตรงนี้ภาษาไทยใช้วิธีคงตัวอักษรไว้ แล้วเอาสระมาเติมเพิ่มเข้าไป) ยกตัวอย่างเช่น
ภาษาไทย
ค = คอ ให้เสียงสระ ออ มาตัวเดียว เวลาจะผันก็เลือกสระมาเติมเองอย่าง คะ คา คิ คี คึ คือ ฯ
ภาษาญี่ปุ่น
k = ka, ki, ku, ke, ko ผันเสียงสำเร็จรูปให้มาเป็นชุด 5 ตัวตามจำนวนสระเลย แล้วเขียนต่างกันเป็น か き く け こ ผันเสียงเพิ่มอย่างภาษาไทยไม่ได้
ตัวที่ว่างๆในรูปตารางคือ ไม่มีเสียงนั้นอยู่เลย ส่วนตัวที่อักษรเป็นสี ชมพู น้ำเงิน แดง คือตัวแหวกแนวพวกๆ จะออกเสียงเพี้ยนไปจากเพื่อนๆ ซึ่งในภาษาไทยก็มีตัวที่อินดี้แบบนี้ เช่นคำว่า ทรง, บัณฑิต เป็นต้น
สำหรับอักษรแบบ คาตาคานะ ไม่ได้แสดงให้ดู เนื่องจากมันใช้หลักการเดียวกันจึงได้ละไว้เพื่อไม่ให้มีรูปมากเกินไปครับ
จากรูปที่เห็นการแปลงเสียงมาเป็นหมวด Diagraph 33 ตัว ยกตัวอย่างตัวแรกให้ดูหนึ่งตัวคือตัว きゃ
นำหลักสีเหลืองคือตัว "き = ki = คิ" มาแล้วหยิบเอาแถวชมพูที่มีอยู่แค่แถวเดียวมาต่อท้าย(เวลาเขียนด้วยมือให้เขียนเล็กกว่าตัวข้างหน้า) คือแถว y ซึ่งมีแค่ 3 ตัวเท่านั้นคือ
1. や = ya = ยะ
2. ゆ = yu = ยึ
3. よ = yo = โย๊ะ
นำมาต่อท้าย き ทีละตัว รวมกันก็ได้เพิ่มมาอีก 3 คำคือ
1. きゃ = ki + ya = kya = คิ + ยะ (อ่านเร็วๆเป็นใกล้เคียง เคี๊ยะ)
2. きゅ = ki + yu = kyu = คิ + ยึ (อ่านเร็วๆ ไม่รู้จะเขียนเป็นไทยยังไง ถ้าเขียนเป็น คิยึ ภาษาไทยอ่านออกเสียงสองพยางค์ แต่ きゅ มันเป็นเสียงพยางค์เดียว)
3. きょ = ki + yo = kyo = คิ + โย๊ะ (อ่านรวบให้เป็นพยางค์เดียวเช่นกันหมด)
ทำแบบเดียวกันนี้จนครบหลักสีเหลืองทั้ง 11 ตัว ก็จะได้ 11 x 3 = 33 ตัวหรือ 33 เสียง จึงได้มาเป็นตามตาราง Diagraph ทางขวามือ เช่นนี้แลครับพี่น้อง สำหรับหมวดนี้เวลาเราพิมพ์ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เวลาเราเขียนต้องเขียนตัวพื้นชมพูที่มาเติมข้างหลังให้เล็กกว่าตัวพื้นเหลืองข้างหน้านะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นเช่นคำนี้
びよういん = ร้านเสริมสวย
びょういん = โรงพยาบาล
หลังจากสรุปเป็นภาพในสมองไว้ได้แล้วต่อมาอีก 13 วันให้หลัง สมองแก่ๆก็สามารถจำการเขียนและเสียงได้ ถ้าเป็นเด็กๆ น่าจะจำได้เร็วกว่านี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่สนใจเรียนรู้ครับ



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น